วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บทเรียนออนไลน์

บทเรียนออนไลน์ เรื่อง ประวัติบุคคลสำคัญสมัยรัตนโกสินทร์
ให้นักเรียนอ่านคำแนะนำในการเรียนให้เข้าใจก่อน
แล้วเริ่มด้วยการทำแบบทดสอบก่อนเรียน
เข้าเรียน  คลิ๊กที่นี่

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บุคคลสำคัญของโลกชาวไทย


บุคคลสำคัญของประเทศไทยที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO)ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกมีรายพระนามและรายนามบุคคลสำคัญของโลกชาวไทย ดังนี้คลิ๊ก

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตารางธรณีกาล


จากร่องรอยและซากดึกดำบรรพ์ของพืชและสัตว์ที่ได้มีการค้นพบในชั้นหินของเปลือกโลก
ในที่ต่าง ๆ เราสามารถนำมารวบรวมและอธิบายประวัติความเป็นมาของโลกได้ ทำให้ทราบถึงลำดับและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจากชีวิตแรกเริ่ม หน่วยเวลาที่ใหญ่สุดตามมาตราธรณีกาลเรียกว่า บรมยุค (Eon) โลกของเราประกอบด้วย 3 บรมยุค อ่านรายละเอียดต่อโดยคลิ๊กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

อุทยานประวัติศาสตร์

อุทยานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย อยู่ในการดูแลของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีอุทยานประวัติศาสตร์ 10 แห่ง ซึ่งใน 10 แห่งนี้ มี 4 แห่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
1.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นมรดกโลก 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534
2.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นมรดกโลก 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534
3.อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
4.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี
5.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นมรดกโลก 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534
6.อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
7.อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี
8.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534
9.อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี
10.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการตัวอักษรจีน

อักษรจีนเป็นอักษรที่ประดิษฐ์จากภาพวาด ภาพเหมือนของคน สัตว์
สิ่งของ ไปจนถึงปรากฎการณ์ธรรมชาติ เหมือนกับการวาดภาพตามสิ่งที่
มนุษย์เห็น
แล้วค่อยพัฒนา ปรับปรุง มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ โดยยังคงรูปแบบ
ที่คล้ายกับของเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปเลยอย่างสิ้นเชิง อาจจะดัดแปลง
ที่ตัวเส้นสายลายเขียนเพิ่มส่วนโค้งส่วนเว้าเพื่อให้เขียนง่าย จดจำง่าย

แบ่งออกเป็นหลาบประเภทได้แก่ หนึ่งคืออักษรที่เขียนลงบนกกระดูก
สัตว์หรือกระดองเต่าที่เรียกว่า อักษรเจียกู่เหวิน ถัดมาเป็นอักษรโลหะ
หรืออักษรจิ้นเหวิน ถัดมาเป็น อักษรจ้วนเล็ก หรือ เสี่ยวจ้วน อักษรหลี่ซู
อักษรค่ายซู อักษณเฉาซู และ อักษรซิงชู ตามลำดับ

อักษรจีนเป็น
อักษรที่ประดิษฐ์
ขึ้น มีหลักการ
ประดิษฐ์อยู่ 6
ประการ คือ
หนึ่ง เป็นอักษร
ภาพเดี่ยวๆ คือ
อักษรที่เลียนแบบ
รูปร่างของสิ่งต่างๆ
เช่น ภาพเหมือน
ของคน สัตว์ และสิ่งของ เป็นต้นจากภาพตัวอย่างเป็นภาพลูกนัยตา


ส่วนอักษรที่เลียน
แบบจากสัตว์ เช่น
นก























สอง เป็นอักษรที่แทนสัญลักษณ์แทนความหมายของสิ่งต่างๆ
ด้วยขีดหรือ เส้นมาต่อกันหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพื่อแทนจำนวน
สาม อักษรภาพประกอบ เป็นการนำอักษรภาพเดี่ยว จำนวน
2 ภาพขึ้นไปมารวมกัน เพื่อขยายความหรือเกิดความหมายไหม่
























สี่ อักษรภาพและเสียงอักษรประเภทนี้ เป็นการนำอักษรภาพเดี่ยวตั้งแต่
2 ภาพขึ้นไปมารวมกัน โดยใช้ส่วนหนึ่งแสดงความหมาย และส่วนที่เหลือ
เป็นตัวกำกับการออกเสียง
























ห้า เป็นอักษรที่เลียนเสียง ก็คือตัวอักษรนั้นๆยืมเสียงมาจากตัวอักษรอื่น
โดยไม่คำนึงถึงความหมาย อักษรพวกนี้ได้แก่ อักษรที่เป็นชื่อเฉพาะ
และการทับศัพท์ต่างๆที่แสดงในตัวอย่าง
















หก เป็นอักษรโดยนัย เป็นตัวอักษรที่ความหมายของเดิมนั้นเป็น
รูปธรรม แต่ถูกหยิบยกมาใช้แสดงความในเชิงนามธรรมเกิดเป็น
ความหมายใหม่ คำในตัวอย่างแปลว่า รากไม้หรือตอไม้ เมื่อรวม
กับคำอื่นเข้าไปก็จะเกิดเป็นคำไหม่ดังตัวอย่าง














ที่มา : หนังสือ m fine magazine

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การเปรียบเทียบยุคสมัยประวัติศาสตร์ไทยและสากล







ศิลปะยุคหินกลางและหินใหม่

ศิลปกรรมยุคหินกลาง (Mesolithic or Middle Stone Age Art)
ยุคหินกลางของยุโรปมีช่วงเวลาระหว่าง 8000-3000 ปีก่อนคริสตกาล
ลักษณรูปแบบศิลปะในช่วงนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก และเป็นช่วง
รอยต่อที่สำคัญของยุคหินเก่า ซึงมนุษย์มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับสัตว์
ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สู่ยุคหินใหม่ที่มนุษย์สามารถปฏิรูปจัดการ
ธรรมชาติได้ โดยยุคหินกลางจะถูกรวมเข้าไว้กับยุคหินใหม่
หรือจัดให้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคหินใหม่ ศิลปกรรมสมัยหินกลาง
ที่มีการค้นพบคือ จิตรกรรมตามหน้าผาบริเวณชายฝั่งทะเล
เมดิเตอร์เรเนียนของสเปน ประเทศโปรตุเกสมีการวาดภาพทั้งคน
และสัตว์ ความสูงประมาณ3ฟุต มีท่าทางเคลื่อนไหวและเรื่องราว
ในการดำรงชีวิต แสดงออกเป็นรูปคล้ายกันทั้งหมด โดย
เมื่อเปรียบเทียบศิลปะสมัยยุคกินกลางกับยุคหินเก่าแล้วนั้น
ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม จะพบว่ามีคุณค่าด้อยกว่า
ยุคหินเก่าทั้งฝีมือและการแสดงออก และผลงานที่หลงเหลือ
ก็มีจำนวนจำกัดด้วย
ศิลปกรรมยุคหินใหม่(Neolithic Art)
ช่วงระยะสุดท้ายของยุคหินคือยุคหินใหม่ มนุษย์ได้มีการพัฒนาตนเอง
จากผู้ที่เคยดำรงชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ มาสู่ก้าวใหม่ใน
การวิวัฒนาการคือได้พัฒนามาเป็นสังคมเกษตรกร มนุษย์ยุคนี้
มีความสามารถด้านการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และได้ออกจากถ้ำ
มาตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชน ซึ่งหมู่บ้านในสมัยนั้นสร้างบ้านด้วยดินดิบ
มุงหลังคาด้วยใบไม้ บางหมู่บ้านมีการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาเลย์
รู้จักทำธนู และลูกศร รู้จักนำสุนัขมาเลี้ยง รู้จักใช้หินเหล็กไฟที่ขัดจน
บางเรียบใช้หินที่ขัดจนแหลมคมใช้ในการล่าสัตว์และป้องกันตัว รู้จักใช้ไฟ
ในการปิ้งอาหาร รู้จักทำภาชนะดินเผาไว้ใส่อาหาร และรู้จักการสร้าง
เรือแคนนูจากท่อนซุง ส่วนของการเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าแพะหรือวัวนั้น
เป็นการเลี้นงเพื่อรับประทานเนื้อ นม และเอาหนังมาใช้นุ่งห่ม ถือเป็น
การปฏิวัติตนเองครั้งแรกของมนุษย์ ที่ประสบความสำเร็จในการเอาชนะ
ธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ส่วนศิลปกรรมยุคหินใหม่ที่เด่นๆคือ
เครื่องปั้นดินเผาประเภทเครื่องประดับ ปรากฎอยู่ในแคว้นบริตานี
ของฝรัั่งเศส และไอร์แลนด์ของอังกฤษ ส่วนผลงานจิตรกรรมนั้นไม่เด่นชัด
และศิลปกรรมที่โดดเด่นที่สุดของยุคหินใหม่คืออนุสาวรีย์หิน(Megelithic)
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์นำเอาหินขนาใหญ่มาตั้ง วาง ในลักษณะต่างๆ
แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ แบบหินตั้งกับแบบโต๊ะหิน และก็ยังสามารถจำแนก
ย่อยตามลักษณะการวางได้ดังนี้-หินตั้งเดี่ยว(Menhir or Standing Stone)
เมนเฮอร์ เป็นแท่งหินที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว เมนเฮร์ที่หใญ่ที่สุดอยู่ที่ลอคมารีเก
ฝรั่งเศส สูงถึง 64 ฟุต-หินตั้งเป็นแกนยาว(Alignment) เป็นการตั้งหิน
ให้ตรงเป็นแนวตั้งฉากกับพื้น และเป็นแถวยาวหลายก้อน บางแห่งมี
จำนวนถึงกว่า1000แท่ง และตั้งเรียงยาวกว่า2ไมล์-หินตั้งเป็นวงกลม
(Cromlech or Stonehenge) คือการเอาก้อนหินมาวางในลัษณะวงกลม
คอมเลคที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่แอฟบิวรี่ อังกฤษ มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง6ไมล์






















































-โต๊ะหิน(Dolmen) ลักษณะเป็นแท่งหินขนาดมหึึมาสามแท่ง
หรือมากกว่านั้นวางพาดทับกันอยู่ คล้ายโต๊ะขนาดยักษ์
หรือคล้ายประตูที่คนสามารถเดินลอดผ่านได้สบาย
พบโดยทั่วไปทั้งในยุโรปและอาฟริกา



















ปัจจุบันยังมีการถกเถียงถึงเหตุผลในการสร้างอนุสาวรีย์หินของ
มนุษย์ยุคหินใหม่ โดยนักโบราณคดีต่างก็เสนอข้อสันนิษฐาน
ที่ต่างกันไป บ้างว่าสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า บ้างว่าเพื่อคำนวนผล
ทางดาราศาสตร์ แต่ที่ยังเป็นข้อสงสัยคือหินขนาดมหึมาเหล่านี้
มนุษย์ยุคนั้นสามารถยกวางตั้งกันได้อย่างไร และก็เป็นการแสดงถึง
ความมีระบบสังคมที่เข้มแข็ง มีความเชื่อ ความศรัทธา ในสิ่งเดียวกัน
ทั้งยังมีระบบการปกครองได้อย่างดี ถึงได้สามารถสร้างสิ่งลึกลับ
ดังกล่าวให้ปรากฏ และยังคงอยู่จนปัจจุบัน